Tuesday, September 06, 2005

วันนี้มีโอกาสมานั่งเขียนอะไรเล่นๆได้บ้าง
เอาเรื่องที่อึดอัดมานานหลายอาทิตย์ดีกว่า

คืองี้.......

สองอาทิตย์ก่อนมีโอกาสได้อ่านนิตยสาร Time เป็นฉบับ Modern Asia มีเรื่องหลายเรื่องของเอเชียที่น่าสนใจ มีเรื่องประเทศจีนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจประเทศจากการเคลื่อนไหวในระดับหมู่บ้านซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ ส่วนประเทศฮ่องกง นี่ก็น่าสนใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ศูนย์กลางทางการเงิน เกาหลียิ่งน่าสนใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตของประเทศอันเกิดจากคนๆเดียวที่เป็นเจ้าของบริษัทฮุนได แม่เจ้าโว้ยมันเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างมาก เวียดนามนี่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงสัญลักษณ์ของเส้นทางสองเส้นที่เปลี่ยนแปลงประเทศ เส้นหนึ่งคือทางใต้ดินที่ทหารเวียดนามใช้ต่อสู้กับอเมริกา ส่วนอีกเส้นหนึ่งคือถนน high way ที่เชื่อมจากทางเหนือถึงทางใต้ของประเทศที่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศเขาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องเลยแต่ผมยังอ่านไม่หมด

ในเล่มนี้มีเนื้อหาของประเทศไทยด้วยรู้มั้ยเรื่องอะไร เอาให้ทาย

Land of Paradise เป็นไงหัวเรื่องน่าสนใจหล่ะซิแต่ที่ไหนได้เนื้อหาขึ้นต้นด้วยทหารรัสเซียที่ชอบมาพักผ่อนที่พัทยา ถูกต้องแล้วครับเรื่องราวที่ Time เลือกพูดถึงเมืองไทยคือ พัทยา ให้ตายซิสำหรับผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่น่าเขียนถึงประเทศเราทำไมไม่เขียนหว่ะ

แต่คิดไปคิดมา ก็ลองมองดูรอบตัวเรา โดยเฉพาะเวลาไปอีสาน เพิ่งเห็นว่าเวลาขึ้นเครื่องบินไปอีสาน(บังเอิญโชคดีได้เดินทางทุกอาทิตย์ ด้วยเงินคนอื่น) ในเครื่องแต่ละ flight จะมีฝรั่งและเมียฝรั่งประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ จะมากหน่อยก็ทางอุบล กับ อุดร เวลาลงเครื่องเหมือนมีคนสำคัญมารอรับเลยนะ (อย่างกับภราดรเดินทางช่วงดังใหม่ๆ)

วันก่อนไปที่ยโสธร ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่ามีบางหมู่บ้านเป็นเมียฝรั่งเกือบหมด(ตามคำบอกเล่านะ) มีสระว่ายน้ำ บาร์เบียร์ ส่วนบ้านไหนไม่มีผัวฝรั่ง แม่จะนอนร้องไห้ว่าลูกไม่รักดี ที่แย่ไปกว่านั้นบางบ้านยังมีผัวไว้เลี้ยงลูกและทำนาที่บ้านด้วยนะ โอ้ยยยยยยยยอะไรจะปานนั้น นี่แค่บ้านเราแพ้ที่ค่าเงินแค่นี้ศักดิ์ศรีก็ไม่เหลือเลยเหรอ

ตอนแรกๆไม่อยากเขียนเรื่องนี้เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล และคนที่แต่งงานกับฝรั่งก็ไม่ได้ขายศักดิ์ศรีไปทั้งหมด แต่ก็อดไม่ได้เมื่อมันมากขึ้นเรื่อย วันก่อนไปตัดผมทั้งร้านคุยกันแต่เรื่องว่าจะหาผัวฝรั่งได้ไง มีการถ่ายรูปกันใหญ่เลย ตายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อีกหน่อยผมว่าต้องระบาดมาหาผู้ชาย คร่าวนี้หล่ะเดินทางไปต่างประเทศ อีกหน่อยเค้าจะคิดว่าผมไปหาผัวที่นั่นหรือเปล่าเน้ออออออ

อีกไม่นานหรอก Time คงต้องเขียนถึงประเทศไทยใหม่ Thailand: Land of second wife

Friday, August 05, 2005


ตอนแรกว่าจะเข้านอนแต่ไหนๆคืนนี้ก็ดึกแล้วเลยเขียนไรสักนิดหน่อยดีกว่า นั่งคิดๆอยู่ได้ไม่นานก็เอาเรื่องเก่าๆที่เคยคิดไว้มาเขียนดีกว่า เรื่องนี้มันเกี่ยวกับ “ความหมายสัญญะ” ถ้าอยากเข้าใจความหมายสัญญะต้องนึกกลับไปหา “รูปสัญญะ” ซะก่อน รูปสัญญะ เป็นลักษณะที่สามารถจับต้องได้ มองเห็นได้ สัมพันธ์ได้ สื่อสารกับผู้รับสารได้ ส่วนความหมายสัญญะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นันเนื่องจากประสบการณ์ บรรทัดฐาน ความเชื่อ ซึ่งถูกตีความและให้ความหมายจากทั้งระบบสังคม ครอบครัวและบุคคล (แค่ขึ้นประโยคแรกก็ไม่น่าอ่านแล้วหล่ะซิ) รูปสัญญะมักเกิดขึ้นและถูกฝังตรึงไว้ในจิตนาการของกลุ่มคน และยากแก่การปรับเปลี่ยนแก้ไขความหมายในสัญญะเหล่านั้น ลองมาดูตัวอย่างนะ เช่น การตีความว่าสลัมเป็นพื้นที่แหล่งความเสื่อม ความยากจน(ทั้งที่บางทีคนนอกสลัมอาจจนกว่า) สกปรก เป็นต้น ไอ้การให้ความหมายอย่างไม่เป็นธรรมต่อพื้นที่เหล่านี้ยังส่งผลไปสู่ การตีความไวยกรณ์แห่งความเป็นคนจนอีกนะ เช่น สังกะสี ไม้ กระเบื้องแผ่นเรียบ เป็นวัสดุแห่งความยากจน

นั่นฟังไปฟังมาไอ้ความหมายสัญญะนี่ร้ายนะมันทำให้วัสดุบางอย่าง พื้นที่บางแห่ง กลายเป็นลบได้ !!!!!


นอกจากเรื่องไวยากรณ์ของวัสดุและความหมายแล้ว เรื่องนี้ยังระบาดไปสู่การจัดวางพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน ลองยกตัวอย่างให้ดูนะ เช่น แต่เดิมการใช้พื้นที่ในสลัมบ้านส่วนใหญ่มักสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆก่อค่อยๆเติมตามกำลังเงิน และความต้องการที่ปรับเปลี่ยนตามกาลเวลา มัน organic ไปกับชีวิตและสังคมนะผมว่า บางทีเราเห็นครัวของบ้านในชุมชนอยู่หน้าบ้าน เวลาทำครัวใครผ่านไปมารู้หมดว่าเราทำอะไรกิน ชวนกันกินได้(ตามมารยาททั้งที่รู้ว่าชวนแล้วก็ไม่กิน) เวลาทำครัวยังเฝ้าบ้านได้ เฝ้าชุมชนได้ใครผ่านไปมารู้หมด แต่น่าแปลกนะชาวบ้านเองพอจะปรับปรุงบ้านของตนเองร่วมกับสถาปนิกกลับอยากเอาครัวไว้หลังบ้าน “อ้าว!!! นี่มันไวยกรณ์ของพื้นที่สมัยใหม่ชัดๆ” (บางทีที่ผมเห็นหลังปรับปรุงบ้านตัวเองกลับเอาเตา เอากระทะกลับมาทำหน้าบ้านเหมือนเดิม) ไอ้แบบนี้แหล่ะที่ทำให้การมองหา space แบบไทยมันหายไปหมด ผมเองก็ไม่ได้คาดหวัง space แบบอนุรักษ์นิยมหรอกนะ แต่มันก็น่าที่จะลองแสวงหาความเป็นกลางระหว่างการใช้พื้นที่แบบเก่า กับการสร้างสัญญะใหม่ให้กับชุมชน อันนี้แหล่ะโจทย์ใหญ่ของการออกแบบชุมชนแออัด หาใช่การออกแบบที่มองหามิติของความงามหรือมิติทางการเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว





เขียนไปเขียนมาชักเพลินไว้เรื่องหน้ามาลองดูนะว่า เราน้าจะลองทดลองหา space อย่างไรก้นดี หรือใครมีความคิดดีๆก็ลองแลกเปลี่ยนกันบ้างเด้อ